ตอนที่ 1 — ตอนที่ 1
แสงแดดแรกยามเช้าของภาคเรียนใหม่สะท้อนลงบนป้ายหินอ่อนหน้ารายชื่อ "โรงเรียนมัธยมนานาชาติบางกอก" เสียงพูดคุยหัวเราะของเหล่าชีวิตวัยรุ่นดังระงมไปทั่วบริเวณ แต่สำหรับ 'โปเต้' แล้ว บรรยากาศเหล่านี้ไม่ต่างอะไรกับกำแพงคุกขนาดใหญ่ที่เขากำลังจะถูกคุมขังไปอีกสามปี
เด็กหนุ่มในชุดนักเรียนป้ายแดงไซส์ใหญ่เกินตัว มือทั้งสองข้างกำสายเป้สะพายหลังไว้แน่น เสื้อเชิ้ตถูกติดกระดุมจนถึงเม็ดบนสุด แว่นตากรอบหนาเตอะที่คอยแต่จะสไลด์หลุดลงมาปลายจมูกถูกเขาดันกลับขึ้นไปครั้งแล้วครั้งเล่า นิ้วมือของเขาสั่นระริก สายตาลกเลิ่กลนลานมองลงต่ำที่พื้นรองเท้าผ้าใบของตัวเอง
“ครั้งนี้จะไม่มีใครรังแกเราอีก...” โปเต้สูดลมหายใจเข้าลึก สวดมนต์ภาวนาในใจอย่างน่าสงสาร “มัธยมต้นมันจบไปแล้ว ม.ปลายคือการเริ่มต้นใหม่...”
เขาบอกตัวเองเช่นนั้น ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองหาอาคารหอประชุมใหญ่สำหรับพิธีปฐมนิเทศ แต่ทว่าโรงเรียนมัธยมปลายที่นี่นั้นกว้างใหญ่กว่าที่คิด ทางแยกหลายสายและฝูงชนที่ขวักไขว่ทำให้เขายิ่งรู้สึกงงงวยและแตกตื่น เหงื่อเม็ดโตเริ่มผุดซึมตามแผ่นหลังและไรผม
“หาห้องปฐมนิเทศไม่เจอเหรอจ๊ะ?”
น้ำเสียงหวานนุ่มนวลดังขึ้นจากด้านข้าง เอตกใจจนตัวสะดุ้งเฮือก รีบหันไปมอง เจ้าของเสียงคือเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกัน เธอสวมชุดนักเรียนเรียบร้อย ผมยาวสลวยพริ้วไหวตามแรงลม รอยยิ้มบริสุทธิ์ถูกส่งมาให้เขาอย่างเป็นมิตร รังสีความสดใสของเธอสว่างไสวเสียจนเอต้องเผลอก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว
นั่นคือ 'ยูริ' ดาวโรงเรียนผู้โด่งดังตั้งแต่สมัยมัธยมต้น ความออร่าของเธอเป็นสิ่งที่เด็กเนิร์ดหลังห้องอย่างเขาไม่เคยคิดว่าจะได้เข้าใกล้ในระยะหนึ่งเมตรด้วยซ้ำ
“อะ...เอ่อ...คือ...” เสียงพูดเริ่มตะกุกตะกัก ใบหน้าเห่อร้อนขึ้นมาทันที “หอ...หอประชุมใหญ่...ไปทางไหนเหรอครับ”
“เดินตรงไปสุดทางแล้วเลี้ยวขวาตึกข้างหน้าได้เลยจ้ะ หอประชุมอยู่ชั้นสอง” เธอยิ้มแย้มพลางชี้มือบอกทางอย่างใส่ใจ “พวกเราน่าจะอยู่ ม.4 เหมือนกันนะ ฉันชื่อยูริ ยินดีที่ได้รู้จักนะ!”
ความอบอุ่นเล็กๆ ที่ไม่เคยได้รับมาก่อนไหลผ่านหัวใจที่เหี่ยวเฉาของโปเต้ ความหวังที่ริบหรี่เริ่มส่องแสงขึ้นมาในอก ชั่วขณะหนึ่ง เขารู้สึกว่าการเริ่มต้นใหม่ใน ม.ปลาย อาจจะไม่ใช่แค่เรื่องโกหกที่เขาแต่งขึ้นมาหลอกตัวเอง
“ขะ...ขอบคุณนะ” เขาพยายามเค้นรอยยิ้มตอบ กลับกลายเป็นรอยยิ้มเก้ๆ กังๆ ยูริก็เพียงยิ้มรับก่อนจะขอตัวเดินนำไปล่วงหน้า
หัวใจของเด็กหนุ่มพองโต เขามองตามหลังไปด้วยความรู้สึกขอบคุณลึกๆ อย่างน้อยในโลกที่แสนใจร้ายนี้ ก็ยังมีคนใจดีอย่างเธออยู่...
ทว่า... โลกจริงไม่เคยปรานีคนขี้แพ้
ภายในหอประชุมใหญ่ที่เต็มไปด้วยนักเรียนใหม่นับร้อยชีวิต อากาศเย็นฉ่ำจากแอร์คอนดิชั่นไม่ได้ช่วยลดความอึดอัดในอกของเอลงเลย เขานั่งลงบนเก้าอี้พลาสติกแถวหลังๆ พยายามทำตัวให้ลีบเล็กที่สุดเพื่อไม่ให้เป็นจุดสนใจ
แต่แล้ว เสียงรองเท้ากระทบพื้นดัง ตึก ตึก ตึก ด้านหลัง พร้อมกับแรงกอดคออย่างรุนแรงจนหัวของเขาเกือบกระแทกเข้ากับเก้าอี้ตัวหน้า
“เฮ้ย! นี่มันไอ้โปเตโต้บด ขยะประจำ ม.ต้น นี่หว่า!”
เสียงอันคุ้นเคยที่เขาฝันร้ายถึงมาตลอดสามปีดังขึ้นข้างหู กลิ่นน้ำหอมราคาแพงผสมกลิ่นเหงื่อที่เขาเกลียดจับใจกล้ำกลายเข้ามา 'ออก้า' อดีตหัวโจกประจำโรงเรียนเก่า ร่างสูงใหญ่ในชุดนักเรียนผิดระเบียบกำลังยืนยิ้มเย้ยหยันอยู่ข้างหลังเขา พร้อมกับแก๊งเพื่อนอีกสองสามคนที่หัวเราะรับกันอย่างสนุกสนาน…
“ออก้า” เสียงของโปเต้สั่นเครือ ความกลัวในอดีตทะลักทะลายกลับเข้ามาในหัวเหมือนเขื่อนทะลัก “แก...แกมาทำอะไรที่นี่...”
“อ้าว ถามคำถามโง่ๆ ก็มาเรียนดิถามได้!” พร้อมใช้ฝ่ามือหนาตบเข้าที่ศีรษะของโปเต้อย่างแรง เพียะ! เสียงดังสะท้อนจนนักเรียนรอบข้างเริ่มหันมามอง “โห วันนี้ใส่เสื้อใหม่ซะด้วย แต่งตัวเรียบร้อยเชียว มึงคิดว่ามาเรียน ม.ปลาย แล้วจะกลายเป็นคนใหม่รึไงไอ้ขยะ?”
“ปล่อย...ปล่อยนะ” เขาพยายามดิ้น แต่แขนของอีกฝ่ายที่ล็อคคอไว้นั้นแข็งแรงเกินไป
“ดูมันสิพวกมึง! มีการขู่ด้วย!” ออก้าหัวเราะลั่น ก่อนจะตะโกนเสียงดังลั่นหอประชุม “พวกเราฟังทางนี้! ไอ้หมอนี่ชื่อโปเตโต้บด! ตอน ม.ต้น มันเคยตกส้วมโรงเรียนจนต้องร้องไห้ขี้มูกโป่งให้แม่มารับ! แถมยังเคยแอบเขียนจดหมายรักส่งให้สาวข้างห้องอีกนะเว้ย!”
เสียงหัวเราะครืนดังมาจากทิศทางต่างๆ ความอับอายและสายตาเหยียดหยามนับร้อยคู่พุ่งตรงมาที่โปเต้เหมือนลูกศรนับพันดอก สายตาเหล่านั้นบีบคั้นจนเขาหายใจไม่ออก และที่เลวร้ายที่สุด... เมื่อเอพยายามมองหาความหวัง สายตาของเขากลับไปประสานเข้ากับยูริที่นั่งอยู่แถวหน้าๆ เธอหันมามองด้วยสายตาตกใจและเวทนา
ไม่นะ... อย่ามองมาทางนี้... ได้โปรด...
เขารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบถล่มลงมาต่อหน้าต่อตา ศักดิ์ศรีที่พยายามกอบกู้ โอกาสในการเริ่มต้นใหม่ ทุกอย่างถูกทำลายล้างผลาญลงสิ้นภายในไม่กี่นาที ความอับอายขายหน้า ความรันทด และความแค้นที่ไร้ทางออกแล่นผ่านสาดเข้าไปในทุกอณูเซลล์ของร่างกาย เขาได้แต่นั่งก้มหน้าน้ำตาคลอเบ้า มือสองข้างกำหมัดแน่นจนเล็บแทบจะจีกลึกเข้าไปในเนื้อ
หลังจบพิธีปฐมนิเทศ โปเต้เดินออกมาจากหอประชุมเหมือนศพเดินได้ เสียงหัวเราะซุบซิบและสายตาชี้นิ้วกรอกหูเขาตลอดทางเดิน ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ “ไอ้ตัวประหลาด” คนใหม่ประจำโรงเรียน
เขาก้าวขาเดินไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมาย ความคิดสั้นๆ ร้อนผ่าวแวบเข้ามาในหัว 'ถ้าเราหายไปซะ... ถ้าก้าวลงไปจากดาดฟ้าตึกนี้ ทุกอย่างมันจะจบลงไหมนะ?'
“โปเต้ ใช่ไหมเธอ?”
เสียงทุ้มต่ำและใจดีของชายวัยกลางคนดังขึ้นขัดจังหวะความคิดอันมืดมน เอสะดุ้งเล็กน้อย เงยหน้ามองผ่านเลื่อนแว่นเปียกปอน เห็น 'ครูคริส' ครูประจำห้องหมวดสังคมวิทยายืนมองเขาอยู่ด้วยสายตาที่สงบนิ่ง ทว่าแฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ยากจะอธิบาย—สายตาที่ไม่ใช่ทั้งการดูถูก หรือความสงสารแบบกวนใจ
“ครับ...ครู” โปเต้ตอบเสียงเบาหวิว
“พอดีครูต้องย้ายของออกจากโรงเก็บของเก่าข้างหลังตึก 4 หน่อยน่ะ แต่ยกคนเดียวไม่ไหว” ครูพูดด้วยรอยยิ้มอบอุ่น “เธอพอจะไปช่วยครูหน่อยได้ไหม?”
โปเต้ไม่ได้ปฏิเสธ เขาเพียงพยักหน้ารับช้าๆ อย่างน้อยการไปออกแรงทำงานหนักในที่ที่ไม่มีคนก็น่าจะดีกว่าการต้องทนสายตาเหยียดหยามของผู้คนในอาคารเรียน