ตอนที่ 1 — ตอนที่ 1
เสียงบรรเลงดนตรีคลาสสิกดังกระหึ่มไปทั่วอิมแพ็ค อารีนา แสงไฟสปอตไลต์นับสิบดวงส่องสว่างจัดเต็มเพื่อพิธีซ้อมใหญ่ของงานแต่งงานแห่งปีระหว่างสองซูเปอร์สตาร์ระดับประเทศ อีเวนต์ออแกไนเซอร์มือทองยืนกอดอกบัญชาการอยู่เบื้องล่าง ใบหน้าเรียบตึงภายใต้ความเครียดสะสม เธอไม่ได้แตะแม้กระทั่งน้ำเปล่ามาเกือบสิบแปดชั่วโมงเต็ม
"พี่อลินครับ! เค้กเจ็ดชั้นตรงกลางเริ่มเอียงแล้วครับ!" ผู้ช่วยจัดงานวิ่งหน้าตื่นเข้ามารายงาน "เอียงกี่องศา? ไปเอาตัววัดระดับน้ำมา! ถ้าน้ำตาลไอซิ่งละลายแม้แต่หยดเดียว พี่จะหักเงินเดือนยกทีม!"
อลินตระโกนสั่งการด้วยน้ำเสียงเฉ็ดขาด ก่อนจะรีบก้าวฉับๆ ขึ้นไปบนเวทีระดับความสูงกว่าสามเมตรเพื่อตรวจสอบโครงสร้างไฟด้วยตัวเอง แต่แล้วโลกทั้งใบก็หมุนเคว้ง ความหิวกระหายและความเหนื่อยล้าโจมตีเข้าที่สมองอย่างจัง ร่างของเธอวูบดับ แสงไฟรอบกายดับมืดลงพร้อมกับร่างที่ร่วงหล่นลงมาจากขอบเวทีอย่างรวดเร็ว
"อึก..."
กลิ่นดินปืน... ไม่สิ กลิ่นใบไม้ชื้นและดอกไม้ป่าที่ไม่คุ้นเคยเตะเข้าที่ปลายจมูก อลินค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาพบกับท้องฟ้าสีครามสดใสแปลกตา และยอดไม้ยักษ์สูงลิบลิ่วที่ไม่น่ามีอยู่ในประเทศไทย เธอพยายามยันกายลุกขึ้นนั่ง แต่กลับพบว่าตัวเองนอนกองอยู่บนกองใบไม้หนาใต้หุบเขาอันเงียบสงบ
ฉึก!
ลูกธนูยาวสลักลวดลายแปลกตาพุ่งผ่านหน้าเธอไปปักเข้าที่ลำต้นไม้ข้างๆ อย่างแม่นยำ อลินสะดุ้งสุดตัว ก่อนจะหันไปพบกับกลุ่มชายฉกรรจ์บนหลังสัตว์หน้าตาคล้ายม้าแต่มีเขางอกออกมา ชายหนุ่มผู้นำขบวนมีเรือนผมสีเงินยวดยาวสยาย นัยน์ตาสีอำพันคมกริบ เสื้อผ้าห่อหุ้มด้วยเกราะหยาบๆ ที่ดูค่อนข้างเก่าและซอมซ่อ แต่กลับไม่อาจกลบออร่าความสูงศักดิ์ของเขาได้เลย
‘เบลเซน’คือพระโอรสแห่งองค์ราชาผู้ปกครองดินแดนแถบนี้ ซึ่งกำลังออกล่าสัตว์เวทมนตร์อยู่พอดี
"เจ้าเป็นใคร? เหตุใดจึงมานอนมอมแมมอยู่กลางป่าเวทมนตร์เช่นนี้" รัชทายาทเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวานทรงพลัง
อลินที่กำลังสับสนขั้นสุดและสมองพร่ามัวจากอาการหน้ามืด ลุกขึ้นยืนชี้หน้าอีกฝ่ายทันที "นี่คุณ! เลิกเล่นคอสเพลย์แล้วช่วยเรียกรถพยาบาลให้ที! แล้วเนี่ย... ถ่ายทำซีรีส์กันอยู่เหรอ? ไฟซอฟต์บ็อกซ์อยู่ไหน! สคริปต์ไม่เห็นบอกเลยว่าจะมีฉากล่าสัตว์!"
บีขมวดคิ้วแน่น หันไปมององครักษ์ข้างกายที่ทำหน้าเลิกลั่กไม่แพ้กัน "ฝ่าบาท... นางพูดภาษาแปลกๆ 'คอดเพล้' กับ 'รถบาดาล' คือสิ่งใดหรือพะยะค่ะ? หรือจะเป็นมนตร์ดำ?" องครักษ์อีกคนกระซิบถาม
เบลเซนมองสภาพหญิงสาวตรงหน้าที่ผมเผ้ายุ่งเหยิง หน้าตาเลอะโคลนจนมองไม่ไม่ออกว่าหน้าตาเป็นอย่างไร แถมยังรวบหัวรวบท้ายพูดจาไม่รู้ความ เขาก้าวลงจากหลังม้า ถอนหายใจยาวด้วยความสงสาร
"น่าสงสารนัก... คงเป็นหญิงสาวชาวบ้านที่โชคร้ายสติฟั่นเฟือนจนหลงเข้ามาในป่า" เบลเซนเอ่ยพลางคลุมเสื้อคลุมของตนลงบนไหล่ของอลิน "พานางกลับวังไป เลี้ยงดูให้อาหารและที่พักแก่นางในฐานะคนยากไร้ก็แล้วกัน"
"เดี๋ยวสิคุณ! ใครสติฟั่นเฟือน! ฉันคืออีเวนต์ออแกไนเซอร์ค่าคิวตัวละแสนนะ!" เธอโวยวาย แต่ด้วยความหิว ร่างกายก็ไร้เรี่ยวแรง พ่ายแพ้ต่อการถูกจับขึ้นหลังม้าไปโดยปริมาณ
'อีเวรออร์แกนนายเซ่อ' องครักษ์พึมพำกับตัวเอง..
เมื่อมาถึงราชวัง... ที่ดูอย่างไรก็เหมือนปราสาทหินเก่าๆ ที่ขาดการบูรณะมานานนับร้อยปี อลินถูกพาตัวไปดูแลโดยเดลีนา สาวใช้ประจำวังผู้มีอารมณ์ดีและอัธยาศัยดีเป็นเลิศ
"โธ่ ท่านแม่นางผู้โชคร้าย ล้างหน้าล้างตาเสียหน่อยเถิดเจ้าค่ะ" นางเอ่ยพลางขัดถูร่างกายและจัดแจงแต่งตัวให้อลินใหม่ทั้งหมด
เมื่อคราบโคลนตมและฝุ่นผงถูกชำระล้างออกจนหมดสิ้น ผลลัพธ์ที่ปรากฏคือเรือนร่างอรชร ผิวพรรณขาวเนียนละเอียดราวกับไข่มุก และใบหน้าสว่างไสวงดงามงดงามจนดีถึงกับตาค้าง อลินถูกจับแต่งกายด้วยชุดกระโปรงเรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้าน
อลินที่กำลังงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองอย่างรวดเร็วจนตั้งตัวไม่ติดนั้น พยายามอธิบายกับตัวเองว่า หลังจากหมดสติระหว่างทำงานแล้ว จริงๆตอนนี้เธอคงนอนพักจากความเหนื่อยล้าอยู่ที่โรงพยาบาลสักที่หนึ่งในกรุงเทพฯ และตอนนี้ก็คงเป็นเพียงความฝันเท่านั้นเอง
“มันก็แค่ความฝันนี่นะ จะไปจริงจังอะไรกับมันล่ะ”
หลังจากได้พักผ่อนสักครู่ก็มีคำสั่งจากพระมเหสีสั่งให้เดลินาพานางไปเข้าเฝ้าเพื่อดูอาการว่าหายตื่นกลัวหรือยัง และจะต้องช่วยเหลืออย่างไรต่อไป
ก๊อก ก๊อก
"เข้ามา" เสียงทุ้มของเบลเซนดังขึ้นจากห้องทำงาน
เดลินาผลักประตูไม้บานใหญ่เข้ามา เบลเซนซึ่งกำลังเครียดอยู่กับเอกสารงบประมาณการคลังของเมืองที่ติดตัวแดงไปหมด ถอนหายใจแล้วเงยหน้าขึ้นเตรียมจะเอ่ยปากถามอาการของ 'หญิงสติไม่ดี' พร้อมกับมารดาที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ดูแปลกใจในพลัน
ทันทีที่สายตาของเจ้าชายหนุ่มปะทะเข้ากับสตรีตรงหน้า หัวใจของเขากลับกระตุกวูบและเต้นรัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน!
หญิงสาวมอมแมมในป่าเมื่อเช้า บัดนี้กลายเป็นสตรีที่มีดวงตากลมโตสุกใส ปากอิ่มสีระเรื่อ และท่วงท่าการเดินที่ผ่าเผย มั่นใจ ต่างจากหญิงสาวในราชสำนักทั่วไปอย่างสิ้นเชิง บีจ้องมองเธอค้างอยู่อย่างนั้นจนลืมวิธีหายใจไปชั่วขณะ
อลินกวาดสายตามองไปรอบห้องทำงานที่แสนจะทรุดโทรม เอกสารวางระเกะระกะ โครงสร้างห้องจัดวางแสงไฟได้แย่มากจนทำให้บรรยากาศดูอึมครึม ไร้ซึ่งออร่าของราชวังโดยสิ้นเชิง
"มองอะไรคะฝ่าบาท? ไม่เคยเห็นคนสวยหรือไง?" อลินเอ่ยขัดความเงียบด้วยน้ำเสียงกวนๆ
เบลเซนรีบไอกลบแก้เก้อ ใบหน้าขึ้นสีระเรื่อเล็กน้อย "เคอะ... เจ้า! หายบ้าแล้วรึ? แล้วเหตุใดจึงกล้าพูดจาสามหาวกับข้าเช่นนี้!"
อลินถอนหายใจยาว เหยียดยิ้มบางๆ ขณะมองดูปราสาทที่แสนจะซบเซาและทรุดโทรมแห่งนี้ เสียดายที่โลกเวทมนตร์แห่งนี้ไม่มีเทคโนโลยี ไม่มีสายไฟ ไม่มีทีมงานของเธอเลยสักคน ถ้าเธอต้องติดอยู่ที่นี่จริงๆ จะทำอย่างไรล่ะนี่?
แต่เมื่อมองดูชายหนุ่มรูปงามตรงหน้าที่มีรูปโฉมงดงามราวกับเทพบุตร ทว่ากลับต้องมานั่งกุมขมับกับเมืองที่ดูยากจนไร้สง่าราศี หัวใจของออแกไนเซอร์มือทองก็เริ่มเต้นระทึกขึ้นมาอีกครั้ง... 'สัญชาตญาณคนทำงาน' มันกำลังเรียกร้อง!
เมืองโสมมไร้รสนิยมแบบนี้น่ะเหรอ? ถ้ารับงานรีโนเวทและจัดงานอีเวนต์ใหญ่สักงาน... แม่จะเสกให้งดงามจนเมืองข้างๆ ต้องก้มหัวให้ดู!
อลินสบตากับเบลเซนด้วยความมุ่งมั่นแปลกพิกล ขณะที่เบลเซนเองก็มองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งหัวใจที่ยังคงเต้นผิดจังหวะ และความสงสัยว่าหญิงสาวประหลาดคนนี้... จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาและเมืองแห่งนี้ไปในทิศทางใดกันแน่!