ตอนที่ 1 — ตอนที่ 1
กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อรุนแรงผสมกักขังฉุนกึกเป็นสิ่งแรกที่แล่นเข้าสู่ประสาทสัมผัสของนนท์ ก่อนที่ภาพความทรงจำสุดท้ายในห้องผ่าตัด—แสงไฟดวงใหญ่สีขาวโพลง และใบหน้าหมอที่พร่ามัวภายใต้หน้ากากอนามัย—จะถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกโคลงเคลง
เขาสะลึมสะลือตื่นขึ้นบนเตียงขนย้ายผู้ป่วย สายตาฝ้าฟางมองเห็นเพียงฝ้าเพดานสีขาวหมองและไฟหลอดนีออนกระพริบปริบๆ ที่เคลื่อนผ่านไปทีละดวง เสียงล้อเหล็กกระทบพื้นกระเบื้องดัง กึก... กึก... สะท้อนก้องในทางเดินที่เงียบสงัดจนชวนขนลุก เปลือกตาของเขารักษาความหนักอึ้งไว้ไม่ไหว ร่างกายล้าสะบักสะบอมหล่นวูบลงสู่ความมืดมิดอีกครั้งด้วยฤทธิ์ยาสลบ
"คุณคะ... คุณ ตื่นมาทานอาหารเช้าก่อนค่ะ"
แรงเขย่าเบาๆ ที่ไหล่พร้อมน้ำเสียงเรียบเฉยไร้คลื่นอารมณ์ดึงเขา ขึ้นมาจากความฝัน นนท์พยายามลืมตาขึ้น ปรับสายตารับแสงแดดยามเช้าที่ลอดผ่านม่านซีดๆ
พยาบาลในชุดยูนิฟอร์มสีขาวสะอาดสะอ้านยืนอยู่ข้างเตียง ในมือของเธอถือถาดอาหารเหลวที่ส่งกลิ่นแปลกประหลาด—กลิ่นคาวอ่อนๆ ที่ไม่เหมือนซุปต้มสุกทั่วไป รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอดูแข็งค้าง ราวกับผูกไว้ด้วยเส้นเอ็นที่ไม่เป็นธรรมชาติ
"กินให้หมดนะคะ จะได้กินยา" เธอพูดด้วยโทนเสียงราบเรียบดวงตาจ้องมองเขานิ่งโดยไม่กระพริบตาแม้แต่ครั้งเดียว ก่อนจะวางถาดลงและหมุนตัวเดินจากไป โดยที่ก้าวเดินของเธอไม่มีเสียงกระทบพื้นเลยแม้แต่น้อย
นนท์พยักหน้ารับอย่างมึนงง พยายามยันกายลุกขึ้นนั่ง แผลผ่าตัดที่หน้าท้องตึงและระบมไปหมด เขาเหลียวมองไปรอบๆ เพื่อสำรวจสถานที่พักฟื้น
มันคือวอร์ดผู้ป่วยรวมชายขนาดแปดเตียง ทว่าบรรยากาศกลับเงียบสงัดจนได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง อากาศภายในห้องเย็นเยือกอย่างน่าประหลาด ทั้งที่พัดลมเพดานหมุนด้วยความเร็วต่ำสุด เตียงเหล็กทรงโบราณถูกวางเรียงฝั่งละ 4 เตียง แต่กลับมีผู้ป่วยนอนอยู่เพียงแค่ครึ่งหนึ่งเท่านั้น
นนท์นอนอยู่เตียงนอกสุดด้านขวาติดประตูทางออก
เมื่อมองลึกเข้าไปที่เตียงตรงข้ามด้านในสุดติดหน้าต่าง นนท์เห็นลุงชายแก่ร่างกุ้งแห้ง นอนตะแคงหันหน้าออกไปทางหน้าต่างตลอดเวลา ร่างของแกนิ่งสนิท ไม่มีการเคลื่อนไหว ไม่มีการไอหรือแม้แต่ขยับตัวเปลี่ยนท่าทาง สิ่งเดียวที่บอกว่าแกยังมีชีวิตอยู่คือแผ่นหลังที่กระเพือมขึ้นลงอย่างแผ่วเบาและยาวนานจนผิดมนุษย์
ถัดมาที่เตียงตรงข้ามพอดี คือผู้ป่วยร่างกายท่อนบนเปลือยเปล่าเห็นโครงกระดูกปูดโปน มีเครื่องช่วยหายใจครอบใบหน้าไว้ สายยางพลาสติกเสมือนรากไม้เลื้อยพันรอบเตียง เสียงเครื่องช่วยหายใจดัง ฟู่... ฮา... เป็นจังหวะเชื่องช้า ดวงตาของคนผู้นั้น ลืมกว้างจ้องมองขึ้นไปบนเพดานอย่างว่างเปล่า นิ่งสะกดราวกับผักที่ไร้ความรู้สึก ที่หัวเตียงมีชื่อเขียนไว้ว่า ‘ชาญวิทย์’
"ไงพี่... ตื่นแล้วเหรอ"
เสียงทุ้มแหบต่ำดังขึ้นจากเตียงติดกันทางขวา นนท์หันไปมอง พบกับเด็กวัยรุ่นผมสีทองที่สภาพใบหน้าบวมปูดจนตาแทบปิด มีรอยเขียวช้ำขีดข่วนทั่วแก้มและลำคอ นั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียง จ้องมองเขาด้วยดวงตาข้างที่ยังลืมได้
"เอ่อ... ครับ" เขาตอบรับในคอ เสียงแห้งผาก
"ผมดิวนะพี่เพิ่งโดนตื้บมา รถล้มด้วย มโนสาเร่น่ะ" เขาหัวเราะแห้งๆ ก่อนจะขยับเข้ามาใกล้ขอบเตียงมากขึ้น สายตาของวัยรุ่นผมทองเหลือบมองไปทางประตูวอร์ดอย่างระมัดระวัง แล้วลดเสียงลงเหลือเพียงเสียงกระซิบที่เย็นเยือก
"ผมเตือนอะไรไว้อย่างนะพี่" ดิวเว้นจังหวะ ใบหน้าที่บวมปูดดูเครียดเกร็งขึ้นมาทันที "ตอนกลางคืนน่ะ... คืนนี้เลย พอไฟดับปุ๊บ รีบหลับตาแล้วนอนซะ อย่าลุกไปไหนเด็ดขาด ไม่ว่าจะได้ยินเสียงอะไร หรือเห็นอะไรผ่านม่านไปก็ตาม"
นนท์ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย "ทำไมล่ะ? มีอะไรเหรอ?"
ดิวไม่ตอบคำถาม เขาเพียงแค่ค่อยๆ ล้มตัวลงนอน ถกผ้าห่มขึ้นคลุมถึงอก แล้วหลับตาลงดื้อๆ โดยไม่พูดอะไรอีกเลย
นนท์ได้แต่นั่งมองความเงียบงันที่ครอบคลุมวอร์ดผู้ป่วยรวมแห่งนี้ ความเย็นยะเยือกค่อยๆ ซึมผ่านผิวหนังเข้ามาถึงกระดูก เขาหันไปมองถาดอาหารเหลวข้างเตียง น้ำซุปสีเทาหม่นนั้นบัดนี้หยุดนิ่ง และบนผิวน้ำซุป... กลับปรากฏเงาสะท้อนของใครบางคนกำลังยืนก้มมองเขาอยู่จากด้านหลัง ทั้งๆ ที่เมื่อนนท์หันกลับไปมอง... กลับไม่มีใครยืนอยู่ตรงนั้นเลยแม้แต่คนเดียว